ท็อปกันมาเวอริค บินโฉบสุดมันกับนักบินหัวใจเกเร

ท็อปกันมาเวอริค

ท็อปกันมาเวอริค หากต้องการจะให้รางวัลความอดทนกับหนังฟอร์มยักษ์เรื่องไหนอาจหนีไม่พ้นท็อปกันมาเวอริค ที่ผ่านการตีลังกาหกสูง ทำวิถีโค้งต้านทานแรงโน้มถ่วงเพื่อคอยโอกาสเหมาะสม ๆ

ท็อปกันมาเวอริค ข้างหลังการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19 เพื่อเข้าฉายให้ผู้ชมพิสูจน์ความใหญ่โตของหนังภาคต่อที่ทิ้งห่างมาถึง 36 ปี ท่ามกลางข้อติเตียนจำนวนมากโดยยิ่งไปกว่านั้นความน่าหวาดหวั่นที่ว่าหนังแอ็กชันที่เต็มไปด้วยฮอร์โมนเพศชายแบบหนังสมัย 80s จะยังมีที่ดินในตลาดหนังที่ถูกครอบครองด้วยซูเปอร์ฮีโรหุ่นซิกซ์แพ็กแล้วก็เอวเอสอยู่ไหม

ซึ่งนับว่าเป็นบททดสอบที่ยากเท่ากับเหล่านักบินที่จำต้องผ่านสนามฝึกฝนสุดชั่วร้ายกลางหาวอย่างยิ่งจริง ๆ ขนานมาพร้อมกับตอนที่หนังภาคต่อหัวข้อนี้ทิ้งห่างมา ในวันนี้พีท ‘มาเวอร์ริก’ มิตเชล (รับบทบาทโดยทอมครูซ) ยังคงดักดานกับภาพสมัยก่อนอันแสนเลวทรามที่จำเป็นต้องมองเห็นเพื่อนพ้องร่วมบินอย่าง กู๊ส ตายไปซึ่ง ๆ หน้าเมื่อ 36 ปีกลาย

แล้วก็เสมือนเคราะห์ซ้ำบาปซัดเมื่อชะตาได้พามาเวอร์ริกมาประจันหน้ากับ แบรดลีย์ ‘รูสเตอร์’ แบรดชอว์ (สวมบทโดย ไมล์ส เทลเลอร์) ลูกชายของกู๊สที่เข้ามายังท็อปกันเพื่อคัดเป็นนักบินในภารกิจเสี่ยงตายทำลายฐานผลิตอาวุธปรมาณูมหาประลัย ถ้าหากชำแหละบทหนังของท็อปกันมาเวอริค ในฉบับใหม่ของผู้กำกับ โจเซฟ โคสินสกี ออกมาจริง ๆ นั่นก็คือพิมพ์เขียวของหนังท็อปกัน เมื่อ 36 ปีกลายแทบจะไม่มีผิดเพี้ยน บาร์ซ่าละทิ้งกูนเด

หลายประเภทที่หนังฉบับ โทนี สก็อตต์ ได้ทิ้งมรดกอันมีค่าไว้ตั้งแต่ไตเติลเปิดเรื่องที่เอ๋ยถึงสถานที่เรียนท็อปกัน ที่จบด้วยโลโก้ของหนัง ฉากแอ็กชันโลดโผน ความเป็นฮีโรโรแมนติกของมาเวอร์ริกผ่านซีนขี่บิ๊กไบค์ไล่ไปกับเบื้องหลังที่เอฟ 18 กำลังพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า ไปจนกระทั่งเรื่องราวโรแเมนซ์ของมาเวอร์ริกที่ยังอุตส่าห์ไปขุดสมัยก่อนคู่รักของเขาที่ถูกเอ๋ยถึงในบาร์ของหนังภาคแรกมาสืบต่อเป็นตัวละครของ เจนนิเฟอร์ คอร์เนลลี แต่ว่าช้าก่อน !

ถ้าหากจะมีความคิดว่านี่เป็นหนังคัดลอกลอกลายของหนังภาคแรกล่ะก็..บอกเลยว่าคิดผิดนะครับ เพราะว่าเอาจริงเอาจัง ๆ บทหนังฉบับของกลุ่ม คริสโตเฟอร์ แม็กควอร์รี ได้จัดแจงปัดฝุ่นเอาเฉพาะส่วนที่เป็นไอคอนมาใช้ พวกเราก็เลยยังมองเห็นฉากเปิดเรื่องคลาสสิกหรือจนถึงฉากวอลเลย์บอลริมหาดโชว์กล้ามมาเรียกแขกบรรดาผู้หญิงราวกับหนังภาคแรก

ท็อปกันมาเวอริคแม้กระนั้นลดดีกรีความโบรแมนซ์ที่เคยเกาะกับหนังมาจากนักแสดงมาเวอร์ริกกับไอซ์แมนลงเหลือเพียงความดวงใจ เ ก เ ร นิดหน่อยผ่านการแข่งขันชิงชัยของ รูสเตอร์ และก็ แฮงค์แมน (รับบทบาทโดย เกลน โพเวลล์) ที่ยังให้ภาพมิตรภาพลูกผู้ชายมองหนักแน่นพร้อมกันไปกับปมดรามาสุดเข้มข้นระหว่างมาเวอร์ริกรวมทั้งรูสเตอร์ที่ดูเหมือนเป็นหัวใจแล้วก็ปัญหาที่มีความสำคัญที่หนังใช้ผลักแผนภูมิของหนังให้พุ่งขึ้นโดยตลอดทั้งยังเรื่อง

กล่าวได้ว่าแม็กควอร์รีและก็วัวสินสกียังคงเก็บตกความตรึงใจจากแฟนหนังภาคแรกได้ทุกเม็ด ต่อให้การปรากฎตัวของนักแสดงไอซ์แมนที่แสดงโดย วัล คิลเมอร์ ก็ยังมีผลให้ภาพวันวานยังหวานอยู่ปรากฎกระจ่างในใจผู้ชมได้ แล้วก็ในเวลาเดียวกันหนังก็ยังเอาอกเอาใจคนรุ่นหลังด้วยจังหวะหนังที่อัดอดรีนาลีนมากขึ้น ตัดต่อฉึบฉับเยอะขึ้นเรื่อย ๆ

โดยยังคงความงดงามแบบเวอร์ ๆ ของเรือบินรบไล่ส่งที่เริงระบำกลางหาวแบบหนังภาคแรกไว้ได้ด้วยไอเดียสุดระห่ำของ เคลาดิโอ มิแรนดา ผู้กำกับภาพของหนังที่ผูกกล้องถ่ายภาพ ‘โซนี่ เวนิส’ 6 ตัวไว้ภายในที่นั่งนักบินที่ให้ภาพสุดตื่นตาตื่นใจยากจะหาหนังเรื่องไหนถ่ายทอดความระทึกใจของการบินขับไสได้เท่าหนังประเด็นนี้อีกแล้ว

ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องเชิงเทคนิกหรือผู้แสดงใหม่ ๆ แค่นั้น

ด้วยเหตุว่านักแสดงมาเวอร์ริกเองก็ดูเหมือนมีความก้าวหน้าไม่น้อยจากเสืออากาศหัวกบฎแต่ว่าสำอางแล้วก็โรแมนติกในหนังภาคแรกเปลี่ยนเป็น อีธาน ฮันต์ จาก ‘มิชชั่น:อิมพอสซิเบิ้ล’ หนังอีกประเด็นของทอมครูซ ก็ไม่ผิดนัก กระทั่งทำให้ภาพรวมของหนังท็อปกันมาเวอริค ในภาคนี้มองเป็นหนังแอ็กชันละลานตาเชิญชวนอกสั่นขวัญแขวนด้วยเรื่องราวและก็เทคนิกถ่ายทำมากยิ่งกว่าจะเป็นหนังวีรบุรุษโรแมนติกพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชายราวกับอย่างฉบับ โทนี สก็อตต์

รวมทั้งโดยพินิจได้อย่างง่าย ๆ พวกเราจะพบว่าเวลา 36 ปีที่หนังทิ้งห่างมามันก็มีผลอะไรบางอย่างกับหนังเช่นเดียวกัน โดยยิ่งไปกว่านั้นข้อความสำคัญเงื่อนไม่ถูกบาปของนักแสดงที่ดูอย่างกับว่าท็อปกันมาเวอริค จะมานะเข้าไปสัมผัสแล้วก็ตรวจมันได้อย่างน่าดึงดูดไม่น้อย โดยยิ่งไปกว่านั้นหลักสำคัญของมาเวอร์ริกกับรูสเตอร์ที่หนังตั้งท่าให้ทั้งสองมีเงื่อนอะไรบางอย่างที่ยังสางกันไม่เสร็จ

พวกเราก็เลยมองเห็นซีนสุดสะเทือนอารมณ์ทั้งยังการที่รูสเตอร์เล่นเปียโนเพลงเดียวกับกู๊สในวันแรกที่มาเวอร์ริกบังเอิญพบเขาหรือจนถึงคำกล่าวจี้ใจดำที่พวกเรามองเห็นกันไปในแบบอย่างหนังแล้ว ซึ่งเงื่อนประเด็นการตายของกู๊สที่หนังเอามาสืบต่อนี่แหละที่ทำให้ท็อปกันมาเวอริค รอดพ้นจากการเป็นหนังโชว์แสนยานุภาพของกองทัพฟ้าอเมริกา วิเคราะห์บอล

รวมทั้งมีเรื่องมีราวราวเงื่อนไม่ตรงกันที่พาผู้ชมไปเข้าไปในชีวิตที่ดักดานของมาเวอร์ริกราวกับเรือบินที่มัวแต่ปักหัวลงเรื่อย ๆ ให้พวกเราได้ลุ้นและก็คอยโมเมนต์สำคัญที่อากาศยานชีวิตของมาเวอร์ริกจะเชิดหัวขึ้นทะยานสู่ท้องฟ้าอย่างงดงาม ส่วนผู้แสดงเว้นเสียแต่ทอมครูซแล้วบรรดาผู้แสดงสมทบทั้งยัง ไมล์ส เทลเลอร์ ในบทรูสเตอร์ท็อปกันมาเวอริค

หรือจะเป็น เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี ที่มาเล่นบท เพนนี บุตรสาวนายพลจากหนังภาคแรกก็ล้วนแต่พาให้อารมณ์ดราม่าแล้วก็โรแมนติกของหนังอันเป็นส่วนประกอบสำคัญสามารถมีรสออกชาติได้ไม่แพ้ความมันของฉากแอ็กชันเลย ส่วนดาราสวยทั้งหลายแหล่อย่าง เกลน โพเวลล์ ที่มาในบทคู่ปรับดีกรีใกล้เคียงกับไอซ์แมนในหนังภาคก่อน

หรือจะเป็น โมนิกา บาร์บาโร ในบทนาตาชา ‘ฟีนิกซ์’ เทรซ นักบินสาวก็ทำให้หนังกระฉับกระเฉงด้วยบริเวณใบหน้างาม ๆ รวมทั้งรูปร่างน่าหลงใหลแบบสาวนักกีฬาของเธอ พูดได้ว่าท็อปกันมาเวอริค ครบถ้วนบริบูรณ์แล้วก็พร้อมพุ่งทะยานแปลงเป็นหนังแอ็กชันยอดเยี่ยมเลิศของปี 2022 ที่สามารถเรียกได้เลยว่าเวลาแทบ 2 ปีที่รอมานับว่า คุ้มสุด ๆ เพราะฉะนั้นจองตั๋วล่วงหน้าได้แล้ววันนี้

ท็อปกันมาเวอริคทำสถิติรายได้คืนเปิดตัวสูงสุดตลอดกาลของพาราเมาท์

ได้แถลงการณ์ว่า ท็อปกันมาเวอริคทำรายได้รอบพรีวิวในคืนวันพฤหัสบดีที่ 26 เดือนพฤษภาคม 2022 ที่สหรัฐอเมริกา ไปเป็นอันมากถึง 19.3 ล้านเหรียญ หรือราว ๆ 660 ล้านบาท นี่นับได้ว่าเป็นรายได้คืนเปิดตัวที่สูงสุดชั่วกับชั่วกัลป์ของพาราเมาท์พิคเจอร์ส แล้วก็เป็นสถิติยอดเยี่ยมของทอมครูซ ขณะนี้ด้วย ท็อปกันมาเวอริคเป็นภาคต่อของท็อปกัน

เมื่อปี 1986 ของผู้กำกับ โทนี สก็อตต์ ซึ่งได้รับการพัฒนามาอย่างนับเป็นเวลาหลายปี โดยเล่าของผู้กอง พีท “มาเวอริค” มิทเชล (สวมบทโดยทอมครูซ) ที่กลับมาเป็นโค้ชในโครงงานฝึกหัดนักบินไล่ส่งที่เรียกว่า ท็อปกันของราชกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา เพื่อฝึกการสอนนักบินแบบใหม่ ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นผู้หมวด แบรดลีย์ “รูสเตอร์” แบรดชอว์ (สวมบทบาทโดย ไมลส์ เทลเลอร์)

ลูกชายของ นิค “กูส” แบรดชอว์ (สวมบทบาทโดย แอนโทนี เอ็ดเวิร์ดส์) เพื่อสนิทของมาเวอริค ที่เสียชีวิตไประหว่างที่อีกทั้ง 2 คน ร่วมแผนการ ท็อปกันหนแรก ที่ผ่านมา ภาพยนตร์ที่ทำรายได้คืนเปิดตัวสูงสุดของพาราเมาท์พิคเจอร์ส ก็คือ ‘ทรานส์ฟอร์เมอร์ส อภิมหาสงครามแค้น’ (2009) ที่ทำไว้ 16 ล้านเหรียญ หรือราว 540 ล้านบาท

ส่วนภาพยนตร์ที่ทำรายได้คืนเปิดตัวสูงสุดของอาจารย์ซก่อนหน้านี้เป็น ‘มิชชั่น:อิมพอสซิเบิ้ล ฟอลล์เอาท์’ (2018) ที่ทำไว้ 6 ล้านเหรียญ หรือโดยประมาณ 200 ล้านบาท ดังนี้ได้มีการคาดเดาว่า ท็อปกันมาเวอริคจะทำรายได้เปิดตัวสุดสัปดาห์แรกซึ่งตรงกับวัน วันรำลึกถึงผู้พลีชีพเพื่อชาติ ของสหรัฐอเมริกา ไปกว่า 100 ล้านเหรียญ หรือโดยประมาณ 3,400 ล้านบาท จากทุนสร้าง 154 ล้านเหรียญ หรือราว 5,200 ล้านบาท

You may have missed